กลับไปคลังความรู้

บทความ

รายรับรายจ่ายธุรกิจ เริ่มต้นอย่างไร? คู่มือจัดระบบเงินสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก

การทำรายรับรายจ่ายธุรกิจไม่ใช่เพียงการจดว่าเงินเข้าและออกเท่าไร แต่เป็นการจัดข้อมูลให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นว่าเงินมาจากไหน ใช้ไปกับอะไร และกิจการมีผลลัพธ์เบื้องต้นเป็นอย่างไร บทความนี้จะพาเริ่มตั้งแต่การแยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ การกำหนดหมวดหมู่ การระบุบัญชีรับจ่าย ไปจนถึงการสรุปข้อมูลเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน

28 กรกฎาคม 2569 อ่าน 26 นาที
รายรับรายจ่ายธุรกิจ เริ่มต้นอย่างไร? คู่มือจัดระบบเงินสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก

รายรับรายจ่ายธุรกิจ เริ่มต้นอย่างไร? คู่มือจัดระบบเงินสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก

ยอดขายเข้าทุกวัน แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับไม่แน่ใจว่าเงินเหลือเท่าไร

บางครั้งยอดขายดูดี แต่เงินในบัญชีกลับลดลง บางเดือนมีเงินเข้ามาก แต่เมื่อต้องจ่ายค่าสินค้า ค่าเช่า ค่าโฆษณา เงินเดือน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กลับพบว่าเงินหมุนไม่พอ

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจไม่มีรายได้เสมอไป แต่อาจเกิดจากเจ้าของธุรกิจยังไม่มีระบบบันทึกรายรับรายจ่ายที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน

การทำ รายรับรายจ่ายธุรกิจ จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การจดว่า “วันนี้รับเงินเท่าไร” หรือ “วันนี้จ่ายอะไรไปบ้าง” แต่ควรจัดข้อมูลให้ตอบคำถามสำคัญได้ เช่น

  • รายได้หลักของธุรกิจมาจากช่องทางใด
  • ค่าใช้จ่ายหมวดใดสูงที่สุด
  • เงินของธุรกิจอยู่ในบัญชีใดบ้าง
  • เดือนนี้มีเงินเข้าและเงินออกเท่าไร
  • ผลลัพธ์เบื้องต้นของธุรกิจดีขึ้นหรือแย่ลง
  • มีค่าใช้จ่ายรายการใดที่สามารถควบคุมได้

เมื่อข้อมูลตอบคำถามเหล่านี้ได้ เจ้าของธุรกิจก็จะสามารถนำตัวเลขไปใช้วางแผนและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น


รายรับรายจ่ายธุรกิจคืออะไร?

รายรับรายจ่ายธุรกิจ คือ การบันทึกเงินหรือมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ โดยแยกอย่างชัดเจนว่าเงินเข้ามาจากกิจกรรมใด และถูกจ่ายออกไปเพื่ออะไร

ตัวอย่างรายรับของธุรกิจ

  • รายได้จากการขายสินค้า
  • รายได้จากการให้บริการ
  • ค่ามัดจำจากลูกค้า
  • รายได้จากช่องทางออนไลน์
  • รายได้จากหน้าร้าน
  • รายได้จากโครงการ
  • รายได้อื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ตัวอย่างรายจ่ายของธุรกิจ

  • ต้นทุนสินค้า
  • วัตถุดิบ
  • ค่าขนส่ง
  • ค่าโฆษณา
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
  • ค่าเช่า
  • เงินเดือนและค่าจ้าง
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ และอินเทอร์เน็ต
  • ค่าอุปกรณ์สำนักงาน
  • ค่าเดินทาง
  • ค่าบริการทางวิชาชีพ
  • ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการ

หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างหมวดหมู่ให้เยอะที่สุด แต่คือการแบ่งหมวดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องการวิเคราะห์

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารอาจต้องการแยกวัตถุดิบสด วัตถุดิบแห้ง บรรจุภัณฑ์ ค่าเดลิเวอรี และค่าแรงออกจากกัน ขณะที่ร้านค้าออนไลน์อาจต้องการแยกต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าจัดส่ง


ทำไมยอดขายสูงจึงไม่ได้แปลว่าธุรกิจมีกำไร?

ยอดขายเป็นเพียงมูลค่ารายได้ที่ธุรกิจทำได้ แต่ยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหนึ่งมียอดขายระหว่างเดือน 120,000 บาท แต่มีรายการดังนี้

รายการ จำนวนเงิน
ยอดขาย 120,000 บาท
ต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ 45,000 บาท
ค่าโฆษณา 15,000 บาท
ค่าเช่า 10,000 บาท
เงินเดือนและค่าจ้าง 8,000 บาท
ค่าขนส่งและค่าธรรมเนียม 7,000 บาท

จากตัวอย่างนี้ ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 85,000 บาท และเหลือผลต่างเบื้องต้น 35,000 บาท ก่อนพิจารณาภาษี ค่าเสื่อมราคา รายการค้างรับค้างจ่าย และรายการปรับปรุงอื่น

ดังนั้น การดูเฉพาะยอดขายอาจทำให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อนได้

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือ เงินคงเหลือไม่จำเป็นต้องเท่ากับกำไร เพราะธุรกิจอาจมีการซื้อทรัพย์สิน รับเงินมัดจำ กู้ยืมเงิน ชำระหนี้ หรือมีลูกค้าที่ยังไม่ได้จ่ายเงิน รายการเหล่านี้ทำให้เงินในบัญชีเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่สะท้อนผลกำไรของธุรกิจโดยตรง

การทำรายรับรายจ่ายจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นข้อมูล แต่ไม่ใช่งบการเงินที่ผ่านการจัดทำหรือตรวจสอบโดยนักบัญชี


วิธีเริ่มทำรายรับรายจ่ายธุรกิจอย่างเป็นระบบ

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน สามารถเริ่มจากขั้นตอนพื้นฐาน 7 ขั้นตอนต่อไปนี้

1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจ

ปัญหาที่พบบ่อยคือเจ้าของธุรกิจใช้บัญชีเดียวกันทั้งรับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าไฟบ้าน หรือยอดบัตรเครดิตส่วนตัว

เมื่อเงินปะปนกัน เจ้าของธุรกิจจะตรวจสอบได้ยากว่าเงินส่วนใดเป็นของกิจการ และเงินส่วนใดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

แนวทางเริ่มต้นคือ

  • เลือกบัญชีธนาคารอย่างน้อยหนึ่งบัญชีสำหรับรับและจ่ายเงินของธุรกิจ
  • หลีกเลี่ยงการจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวจากบัญชีธุรกิจ
  • เมื่อนำเงินส่วนตัวมาสำรองจ่าย ให้บันทึกว่าเป็นเงินเจ้าของหรือเงินทดรอง
  • เมื่อนำเงินออกไปใช้ส่วนตัว ให้บันทึกแยกจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

การแยกเงินตั้งแต่ต้นช่วยให้ยอดคงเหลือของธุรกิจตรวจสอบได้ง่ายขึ้น แม้กิจการจะยังมีขนาดเล็กก็ตาม


2. ระบุว่าธุรกิจมีเงินอยู่ที่ไหนบ้าง

ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้รับและจ่ายเงินผ่านบัญชีเดียว อาจมีทั้ง

  • เงินสด
  • บัญชีธนาคาร
  • บัตรเครดิต
  • กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
  • เงินที่อยู่ในแพลตฟอร์มขายสินค้า
  • เงินที่พนักงานหรือเจ้าของสำรองจ่าย

หากบันทึกเฉพาะจำนวนเงินโดยไม่ระบุบัญชี เจ้าของธุรกิจอาจรู้ว่ามีรายรับ 10,000 บาท แต่ไม่รู้ว่าเงินก้อนนั้นอยู่ในบัญชีใด

ตารางรายรับรายจ่ายจึงควรมีช่องสำหรับระบุบัญชีหรือช่องทางการรับจ่ายทุกครั้ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดคงเหลือแต่ละบัญชีได้


3. กำหนดหมวดรายรับให้เหมาะกับธุรกิจ

หมวดรายรับควรช่วยตอบว่า ธุรกิจสร้างรายได้จากอะไรและช่องทางใดทำผลงานได้ดี

ตัวอย่างร้านค้าออนไลน์

  • ยอดขายจากเว็บไซต์
  • ยอดขายจาก Facebook
  • ยอดขายจาก Marketplace
  • ยอดขายหน้าร้าน
  • ค่าจัดส่งที่เรียกเก็บจากลูกค้า

ตัวอย่างธุรกิจบริการ

  • ค่าบริการหลัก
  • ค่าบริการเพิ่มเติม
  • ค่ามัดจำ
  • รายได้จากการดูแลรายเดือน
  • รายได้จากโครงการ

ไม่ควรสร้างหมวดละเอียดเกินกว่าที่จะนำไปใช้จริง เพราะยิ่งมีหมวดมาก ผู้บันทึกยิ่งมีโอกาสเลือกผิดหรือจำไม่ได้ว่าควรใช้หมวดใด


4. กำหนดหมวดรายจ่ายตามสิ่งที่ต้องการควบคุม

หมวดรายจ่ายควรช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร โดยอาจเริ่มจากกลุ่มหลักดังนี้

ต้นทุนโดยตรง

ค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการโดยตรง เช่น

  • ต้นทุนสินค้า
  • วัตถุดิบ
  • บรรจุภัณฑ์
  • ค่าแรงเฉพาะงาน
  • ค่าขนส่งสินค้าถึงลูกค้า

ค่าใช้จ่ายในการขาย

  • ค่าโฆษณา
  • ค่าคอมมิชชัน
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
  • ค่าโปรโมชัน
  • ค่าจัดส่งที่ธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบ

ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

  • ค่าเช่า
  • เงินเดือน
  • ค่าน้ำและค่าไฟ
  • ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
  • ค่าอุปกรณ์สำนักงาน
  • ค่าซอฟต์แวร์
  • ค่าบริการวิชาชีพ

รายการที่ควรแยกตรวจสอบ

  • เงินเจ้าของนำเข้า
  • เงินเจ้าของถอนใช้
  • เงินกู้
  • การชำระหนี้
  • การโอนเงินระหว่างบัญชี
  • การซื้อทรัพย์สิน

รายการเหล่านี้ไม่ควรถูกเหมารวมเป็นรายรับหรือค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั้งหมด เพราะอาจทำให้การสรุปผลคลาดเคลื่อน


5. บันทึกข้อมูลให้ครบตั้งแต่วันที่เกิดรายการ

อย่างน้อยแต่ละรายการควรมีข้อมูลดังนี้

ข้อมูล ตัวอย่าง
วันที่ 5 กรกฎาคม 2569
ประเภท รายรับ
รายละเอียด ขายสินค้าหน้าร้าน
หมวด ยอดขายหน้าร้าน
จำนวนเงิน 3,500 บาท
บัญชี ธนาคาร A
คู่ค้า/ลูกค้า ลูกค้าทั่วไป
เอกสารอ้างอิง ใบเสร็จเลขที่ 001
หมายเหตุ ชำระเต็มจำนวน

หากธุรกิจจด VAT หรือมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย อาจต้องมีช่องข้อมูลเพิ่มเติมตามลักษณะรายการและเอกสารที่ได้รับ

ควรบันทึกตามเอกสารจริงและตรวจสอบกับนักบัญชีก่อนนำข้อมูลไปใช้ด้านภาษี เนื่องจากสิทธิภาษีซื้อ การหัก ณ ที่จ่าย และการจัดประเภทรายการขึ้นอยู่กับเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ


6. กำหนดรอบตรวจสอบประจำสัปดาห์

การปล่อยให้รายการสะสมจนถึงสิ้นเดือนทำให้มีโอกาสลืมรายละเอียด เอกสารสูญหาย หรือไม่ทราบว่ารายการโอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายอะไร

เจ้าของธุรกิจอาจกำหนดเวลาสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเพื่อ

  • ตรวจยอดเงินสด
  • ตรวจรายการเดินบัญชีธนาคาร
  • ตรวจยอดบัตรเครดิต
  • ตรวจยอดที่แพลตฟอร์มยังไม่โอน
  • ติดตามเงินที่ลูกค้ายังค้างจ่าย
  • ตรวจเอกสารที่ยังไม่ได้บันทึก
  • ตรวจว่ามีรายการใดเลือกหมวดผิด

การตรวจเป็นรอบสั้น ๆ ช่วยลดงานสะสมและทำให้ข้อมูลรายเดือนน่าเชื่อถือขึ้น


7. ปิดข้อมูลและดูสรุปทุกสิ้นเดือน

การบันทึกจะมีประโยชน์เมื่อเจ้าของธุรกิจนำข้อมูลกลับมาดู ไม่ใช่บันทึกแล้วปล่อยทิ้งไว้

เมื่อสิ้นเดือน ควรตอบคำถามอย่างน้อย 7 ข้อ

  1. เดือนนี้มีรายรับรวมเท่าไร
  2. รายได้มาจากช่องทางใดมากที่สุด
  3. รายจ่ายรวมเท่าไร
  4. ค่าใช้จ่ายหมวดใดสูงขึ้นผิดปกติ
  5. เงินคงเหลืออยู่ในบัญชีใดบ้าง
  6. มีลูกหนี้หรือรายการค้างจ่ายเท่าไร
  7. เดือนถัดไปมีค่าใช้จ่ายก้อนใดที่ต้องเตรียมเงินไว้

ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางแผนได้ว่าควรลดค่าใช้จ่าย เพิ่มเงินสำรอง ปรับราคา หรือทบทวนช่องทางขายใดเป็นพิเศษ


ตัวอย่างตารางรายรับรายจ่ายธุรกิจขนาดเล็ก

วันที่ ประเภท รายละเอียด หมวด เงินเข้า เงินออก บัญชี
1 ก.ค. 2569 รายรับ ขายสินค้าหน้าร้าน ยอดขายหน้าร้าน 8,500 - เงินสด
2 ก.ค. 2569 รายจ่าย ซื้อวัตถุดิบ ต้นทุนสินค้า - 3,200 ธนาคาร A
3 ก.ค. 2569 รายจ่าย ยิงโฆษณาออนไลน์ ค่าโฆษณา - 1,500 บัตรเครดิต
4 ก.ค. 2569 รายรับ ยอดขายออนไลน์ ยอดขายเว็บไซต์ 5,900 - ธนาคาร B
5 ก.ค. 2569 โอนเงิน โอนจากธนาคาร B ไป A โอนระหว่างบัญชี 5,000 5,000 B ไป A

รายการโอนระหว่างบัญชีควรถูกระบุให้ชัด เพราะไม่ใช่รายได้ใหม่หรือค่าใช้จ่ายใหม่ แต่เป็นการย้ายเงินภายในธุรกิจ


ข้อผิดพลาดที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กพบบ่อย

บันทึกเฉพาะเงินออกก้อนใหญ่

ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ เช่น ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าจอดรถ หรือค่าอุปกรณ์ อาจดูไม่มากต่อรายการ แต่เมื่อรวมทั้งเดือนอาจเป็นจำนวนที่มีผลต่อธุรกิจได้

ใช้หมวด “อื่น ๆ” มากเกินไป

หากค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถูกใส่ไว้ในหมวดอื่น ๆ เจ้าของธุรกิจจะไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร ควรสร้างหมวดใหม่เมื่อพบรายการประเภทเดียวกันเกิดซ้ำบ่อยครั้ง

นับเงินกู้เป็นรายได้จากการขาย

เงินกู้ทำให้เงินในบัญชีเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เกิดจากการขายสินค้าหรือบริการ จึงควรบันทึกแยกเพื่อไม่ให้ยอดรายได้สูงกว่าความเป็นจริง

นับการโอนเงินระหว่างบัญชีเป็นรายรับและรายจ่าย

การโอนเงินจากบัญชีธุรกิจหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งเป็นเพียงการย้ายเงิน หากนับทั้งสองด้านเป็นรายรับและรายจ่าย จะทำให้ยอดรวมสูงเกินจริง

ใช้วันที่บันทึกแทนวันที่เกิดรายการ

หากนำใบเสร็จของเดือนก่อนมาบันทึกในเดือนปัจจุบันทั้งหมด รายงานแต่ละเดือนอาจคลาดเคลื่อน ควรใช้วันที่ตามรายการหรือเอกสาร และกำหนดหลักการบันทึกให้สม่ำเสมอ

ไม่ตรวจยอดกับบัญชีจริง

แม้จะบันทึกครบ แต่หากไม่ตรวจเทียบกับเงินสด รายการเดินบัญชี และบัตรเครดิต ก็อาจมีรายการซ้ำ ตกหล่น หรือระบุบัญชีผิดได้


ควรใช้สมุด ตารางเปล่า หรือเทมเพลตสำเร็จรูป?

แต่ละวิธีเหมาะกับระดับความต้องการที่แตกต่างกัน

สมุดบันทึก

เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการน้อยและต้องการเริ่มต้นทันที แต่การรวมยอด ค้นหารายการ และวิเคราะห์ย้อนหลังอาจใช้เวลามากขึ้น

สร้างตาราง Google Sheets เอง

เหมาะกับผู้ที่เข้าใจโครงสร้างข้อมูลและสามารถออกแบบสูตรหรือรายงานเองได้ มีความยืดหยุ่นสูง แต่ต้องใช้เวลาในการวางตาราง ตรวจสูตร และดูแลโครงสร้างไฟล์

ใช้เทมเพลต Google Sheets สำเร็จรูป

เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการเริ่มออกแบบตารางและผูกสูตรจากไฟล์เปล่า โดยควรเลือกเทมเพลตให้ตรงกับลักษณะธุรกิจ เช่น

  • ธุรกิจทั่วไปที่ต้องการบันทึกรายรับรายจ่าย วางงบ และติดตามเงินในบัญชี
  • ธุรกิจจด VAT
  • ธุรกิจรับเหมาหรือทำงานหลายโครงการ
  • ธุรกิจที่ต้องแยกโครงการหรือสาขา
  • การวางแผนรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล

Studio Photo Story มีเทมเพลต Google Sheets ที่ออกแบบตารางและโครงสร้างการบันทึกไว้ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละรุ่น สำหรับธุรกิจทั่วไปที่เน้นบันทึกภาพรวม วางแผนงบ และติดตามสต๊อกอย่างง่าย มีรุ่น Business Budget Planner ส่วนธุรกิจที่มี VAT หรือต้องแยกโครงการและสาขาควรเลือกรุ่นที่รองรับความต้องการดังกล่าวโดยตรง

เทมเพลตเป็นเครื่องมือช่วยบันทึก คำนวณ และสรุปข้อมูลตามรายการที่ผู้ใช้กรอก ไม่ใช่โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ไม่ใช่บริการทำบัญชี และไม่สามารถใช้แทนนักบัญชีหรือการตรวจเอกสารทางภาษีได้


สรุป

การทำรายรับรายจ่ายธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบขนาดใหญ่ แต่ต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ชัดเจนและทำอย่างสม่ำเสมอ

หลักสำคัญคือ

  • แยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ
  • ระบุบัญชีที่ใช้รับและจ่าย
  • กำหนดหมวดให้เหมาะกับกิจการ
  • บันทึกตามวันที่เกิดรายการ
  • ตรวจสอบข้อมูลทุกสัปดาห์
  • ดูสรุปและนำตัวเลขไปตัดสินใจทุกเดือน

เมื่อเจ้าของธุรกิจมองเห็นว่าเงินมาจากไหน ใช้ไปกับอะไร และเหลืออยู่ที่ใด ก็จะวางแผนการใช้เงินและติดตามสถานการณ์ของกิจการได้ง่ายกว่าการดูยอดขายหรือยอดเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว

สนใจเทมเพลต Google Sheet?

ดูเทมเพลตสำเร็จรูปพร้อมใช้งานสำหรับธุรกิจของคุณ จ่ายครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดชีพ

ดูเทมเพลตทั้งหมด